แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรคภูมิแพ้ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรคภูมิแพ้ แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2555

อาการแพ้ยา (Drug hypersensitivity)



         
               
                   อาการแพ้ยาเป็นสิ่งที่พบได้บ่อยๆ โดยเฉพาะในคนที่มีประวัติแพ้ยาชนิดใดชนิดหนึ่งมาก่อน และคนที่มีประวัติของโรคภูมิแพ้ (เช่น หืด หวัดเรื้อรัง ลมพิษ ผื่นคัน) จะมีโอกาสแพ้ยามากกว่าคนทั่วไป ดังนั้นในการใช้ยาแต่ละครั้ง ควรใช้ยออย่างระมัดระวังเป็นอย่างมาก ไม่ควรใช้ยาอย่างพร่ำเพรื่อ หรือใช้เกินความจำเป็น
ยาที่แพ้ ที่พบบ่อยได้แก่
ยาปฏิชีวนะเช่น Penicillin, Ampicillin, ยาประเภท Sulfa, Tetracycline, Streptomycin, เป็นต้น
ยาแก้ปวดลดไข้ เช่น Aspirin
ยาชา เช่น Xylocaine, Procain
เซรุ่มต่างๆ เช่น เซรุ่มแก้พิษงู เซรุ่มแก้บาดทะยัก
น้ำเกลือและเลือด   
สัญญาณเตือนและอาการแพ้อาหารมีดังต่อไปนี้
-ปวดท้อง ถ่ายเหลว คลื่นไส้ หรืออาเจียน
-เป็นลม
-เป็นลมพิษ ผิวหนังบวมหรือผิวหนังอักเสบออกผื่น (เอ๊คซีมา)
-ริมผีปาก ตา ใบหน้า ลิ้น และคอ บวม
-คัดจมูกและเป็นหืด             
  อาการ

         
1. ในรายที่มีอาการแพ้อ่อนๆ อาจมีเพียงลมพิษ ผื่นคัน หรือมีผื่นแดง จุดแดงหรือตุ่มใสเล็กๆขึ้นทั่วตัว หน้าบวม
หนังตาบวม ริมฝีปากบวม มักเกิดจากการกินยาเม็ด เช่น แอสไพริน เพนวี แอมพิซิลลิน ยาประเภทซัลฟา

          2. ในรายที่มีอาการแพ้ขนาดกลาง อาจมีอาการใจสั่น แน่นหน้าอก คลื่นไส้อาเจียน หรือหายใจขัดคล้ายหืด
มักเกิดจากการใช้ยาฉีด
          3. ในรายที่เป็นรุนแรง จะมีอาการเป็นลม ตัวเย็น ชีพจรเบาเร็ว ความดันต่ำ และหยุดหายใจ มักเกิดหลังจากฉีดยาประเภทเพนิซิลลิน หรือเซรุ่มในทันทีทันใด บางครั้งอาจถึงแก่ความตายแบบที่เรียกว่า "คาเข็ม" ได้เราเรียกอาการแพ้ยารุนแรงชนิดนี้ว่า ช็อกจากการแพ้ (Anaphylactic shock)หรืออาจพบเป็นลักษณะพุพอง หนังเปื่อยลอกทั้งตัวคล้ายถูกไฟลวก ปากเปื่อย ตาอักเสบ ท่อปัสสาวะอักเสบ มีไข้ ซึ่งเรียกว่ากลุ่มอาการสตีเวนจอห์นสัน (Stevens Johnson  Syndrome)
          4. ในการแพ้เลือด หรือน้ำเกลือ มักมีอาการไข้ หนาวสั่นหรือลมพิษขึ้น โดยทั่วไป
ยาชนิดฉีดจะทำให้เกิดอาการรุนแรงและรวดเร็วมากกว่าชนิดกิน


 การรักษา

1. ในรายที่มีอาการแพ้อ่อนๆ ให้เลิกใช้ยาที่แพ้ แล้วให้ยาแก้แพ้ เช่น คลอร์เฟนิรามีน หรือ ไดเฟนไฮดรามีน ฝ-1 หลอด
ฉีด   เข้ากล้าม  หรือให้อย่างเม็ดกินวันละ 3-4 ครั้ง ๆละ 1/2  -1 เม็ด จนกว่าจะหาย
2. ในรายที่มีอาการขนาดปานกลาง หรือรุนแรง ให้ฉีดแอดรีนาลีน 0.3-0.5 มล. หรือ สเตอรอยด์ เช่น เดกซาเมทาโซน 1-2
หลอด เข้ากล้ามหรือเข้าเส้นเลือดันที ถ้าไม่ดีขึ้นให้ส่งโรงพยาบาลด่วน
3. ในรายที่หยุดหายใจ ให้ทำการปอด พร้อมกับฉีดยาแอดรีนาลีน
4. ในรายที่เป็นแบบกลุ่มสตีเวนจอห์นสัน ให้เลิกใช้ยาที่แพ้ ให้ยาแก้แพ้ หรือสเตอรอยด์แล้วส่งโรงพยาบาลทันที
เพราะอาจทำให้เกิดการติดเชื้อ กลายเป็นโลหิตเป็นพิษถึงตายได้

 การป้องกัน

1. ทุกครั้งที่ให้ยา ควรถามประวัติการแพ้ยาในอดีตที่ผ่านมา และประวัติโรคภูมิแพ้ของผู้ป่วยและในครอบครัวของผู้ป่วย
ถ้ามีประวัติเหล่านี้ ควรระมัดระวังในการใช้ยาให้มาก และควรแนะนำให้ผู้ป่วยสังเกตดูอาการแพ้ยาที่อาจเกิดขึ้น
ถ้ามีอาการให้รีบหยุดยา แล้วกลับไปหาหมอที่รักษาทันที
2. อย่าฉีดยาอย่างพร่ำเพรื่อ ทุกครั้งที่ฉีดยาโดยเฉพาะยาที่ทำให้เกิดการแพ้ได้ง่าย เช่น เพนิซิลลิน หรือเซรุ่ม
ควรทำการทดสอบผิวหนังก่อน และควรมียาแก้แพ้ สเตอรอยด์ และแอดรีนาลีน
ตลอดจนอุปกรณ์ในการช่วยผายปอดไว้ให้พร้อม
3. ถ้าพบผู้ป่วยแพ้ยา ควรแนะนำให้ผู้ป่วยรู้ว่าแพ้ยาอะไร และห้ามกินยาชนิดนั้นๆ หรือยายี่ห้อต่างๆ
ที่เข้ายาชนิดนั้นอีกต่อไป และแนะนำผู้ป่วยว่าทุกครั้งที่หาหมอควรจะบอกหมอว่าเคยแพ้ยาอะไร
4. อาการแพ้ยา มักจะเกิดเมื่อผู้ป่วยเคยได้รับยาชนิดนั้นมาก่อนหลายๆครั้ง ในทารกหรือเด็กอ่อนที่ไม่ได้รับยามาก่อน
จึงมีโอกาสแพ้ยาน้อย ส่วนคนที่เคยได้รับยา (โดยเฉพาะยาฉีด) มาก่อนหลายๆครั้ง โอกาสที่จะแพ้ยาชนิดนั้นก็สูงขึ้นตามลำดับ ดังนั้นยิ่งใช้ยาบ่อยครั้งขึ้นเท่าไหร่ ก็พึงระวังการเกิดอาการแพ้มากขึ้นเท่านั้น

วันศุกร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

โรคภูมิแพ้ที่ตา






โรคภูมิแพ้เป็นโรคที่เกิดจากร่างกายมีความไวผิดปกติต่อสิ่งแปลกปลอมที่เข้า สู่ร่างกาย ซึ่งเรียกว่า สารก่อภูมิแพ้  ในคนปกติจะไม่เกิดอาการ แต่คนที่เป็นโรคภูมิแพ้ หากได้รับสารก่อภูมิแพ้ก็จะเกิดอาการแพ้ขึ้นและสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเพศทุกวัยหรือสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรม สารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้มีมากมายหลายชนิด เช่น เกสรดอกไม้ เครื่องสำอาง ขนของสัตว์เลี้ยง วัชพืช น้ำหอม ตัวไรฝุ่นที่นอน เชื้อราในที่อับชื้น เป็นต้น
โรคภูมิแพ้ซึ่งเกิดที่ตาชั้นนอก เป็นโรคตาที่พบบ่อยที่สุดโรคหนึ่ง โดยพบได้ประมาณ 10-20% ของคนปกติทั่วไป ในปัจจุบันจำนวนผู้ป่วยทั้งเด็กและผู้ใหญ่มีมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในเขตเมืองใหญ่ๆ หรือเขตชุมชนที่มีคนอยู่อาศัยหนาแน่น ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักคิดว่าโรคภูมิแพ้ที่ตาเป็นโรคที่ไม่อันตราย เพียงแค่ก่อให้เกิดความรำคาญ แต่ในรายที่เป็นเรื้อรังหรือเกิดภาวะแทรกซ้อน อาจทำให้เกิดความพิการของตาได้
ผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้อง หลีกเลี่ยงสารที่ก่อให้เกิดการแพ้ ควบคู่ไปกับการควบคุมสิ่งแวดล้อมให้ดี รวมถึงได้รับการติดตามผลการรักษาเป็นระยะๆ แล้วจะสามารถลดอัตราการเกิดการแพ้และการเกิดภาวะแทรกซ้อนได้

วันอาทิตย์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ทำไมเราต้องจาม(sneeze)



จาม (อังกฤษ: sneeze หรือ sternutation) เป็นกลไกกึ่งอัตโนมัติของการขับลมออกจากปอดผ่านทางจมูกและปากอย่างรวดเร็ว มักเกิดจากอนุภาคแปลกปลอมระคายเคืองเยื่อเมือกของจมูก

หน้าที่ของการจาม
เป็นการขับเมือกซึ่งมีอนุภาคแปลกปลอมหรือสารระคายออก และช่วยทำความสะอาดโพรงจมูก ในระหว่างการจามเพดานอ่อนและลิ้นไก่กดลงในขณะที่ส่วนหลังของลิ้นยก ขึ้นเพื่อปิดช่องทางผ่านทางปากบางส่วน เพื่อให้ลมที่ถูกขับจากปอดจะออกมาผ่านทางจมูก และเนื่องจากปากปิดบางส่วนจึงทำให้มีปริมาณอากาศจำนวนหนึ่งผ่านออกทางปาก ด้วย แรงและปริมาณของการขับอากาศผ่านทางจมูกมีความหลากหลาย

การจามมักเกิดเมื่อมีอนุภาคแปลกปลอมหรือมีสิ่งกระตุ้นภายนอกที่เพียงพอผ่านขนจมูกมาถึงเยื่อเมือกของจมูก ซึ่งจะกระตุ้นให้ฮิสทามีนหลั่ง และเกิดการระคายเซลล์ประสาทในจมูกแล้วส่งสัญญาณประสาทไปยังสมองเพื่อกระตุ้นการจามผ่านทางเครือข่ายประสาทไทรเจมินัล (trigeminal nerve network) จากนั้นสมองแปรสัญญาณแรกเริ่ม กระตุ้นกล้ามเนื้อคอหอยและหลอดลม และมีการเปิดช่องปากและโพรงจมูกให้กว้างขึ้นเพื่อให้เกิดการปล่อยอากาศและ อณูชีวภาพอย่างมีประสิทธิภาพ การจามที่มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องอาศัยการทำงานของอวัยวะในส่วนบนของร่าง กายหลายอวัยวะ การจามเป็นการตอบสนองที่เป็นรีเฟล็กซ์ที่อาศัยใบหน้า คอ และกล้ามเนื้อหน้าอก เวลาที่จามนั้น อวัยวะทุกส่วนของร่ายกายจะหยุดทำงานชั่วขณะ รวมถึงหัวใจ




การจาม เป็นกลไกของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอมที่ทำให้เกิดการระคายเคืองในโพรงจมูก สาเหตุที่ทำให้จามอาจเกิดจากไข้หวัด ภูมิแพ้ หรือการระคายเคืองต่างๆ เช่น ควันบุหรี่ มลพิษ น้ำหอม หรืออากาศเย็น
จะสังเกตได้ว่าก่อนที่จะจาม เราจะรู้สึกว่าคันในจมูก จะมีการส่ง “สัญญาณคัน” ที่ว่านี้ขึ้นไปยังสมอง จากนั้นสมองจะสั่งให้เกิดการจามขึ้น เพื่อขับเอาสิ่งที่ระคายเคืองออกไปจากร่างกาย
ในการจามแต่ละครั้ง กล้ามเนื้อต่อไปนี้จะทำงานร่วมกัน ได้แก่ กล้ามเนื้อส่วนท้อง กล้ามเนื้อหน้าอก กะบังลม กล้ามเนื้อที่ควบคุมสายเสียง กล้ามเนื้อด้านหลังลำคอ และกล้ามเนื้อเปลือกตา (เราจึงไม่สามารถจามทั้งที่ยังลืมตาได้ ลองสังเกตตัวเองเวลาจามครั้งต่อไป ว่ากล้ามเนื้อเหล่านี้ทำงานร่วมกันอย่างไร)

วันเสาร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2554

การปฏิบัติตัวสำหรับผู้ที่เป็นภูมิแพ้

การปฏิบัติตัวสำหรับผู้ที่เป็นภูมิแพ้
1.รักษาอาการของท่านด้วยตนเอง โดยหลีกเลี่ยงสารที่ท่านแพ้ให้มากที่สุด และเมื่อมีอาการ   มาก ท่านสามารถเลือกใช้ยาแก้แพ้ที่มีขายทั่วไป เมื่อใช้ยาดังกล่าวแล้ว อาการไม่ดีขึ้นภายใน 7วันท่านควรปรึกษาแพทย์

2.ติดเครื่องปรับอากาศในบ้านของท่าน จะทำให้อากาศมีความชื้นต่ำลง ซึ่งเป็นสภาวะที่ตัวไร        และเชื้อราไม่ชอบ

3.ติดตั้งเครื่องฟอกอากาศโดยจะต้องเป็นเครื่องที่มีขนาดใหญ่เพียงพอกับขนาดของห้องและได้มาตรฐาน

4.เลือกใช้น้ำยาทำความสะอาดบริเวณที่อับชื้น ที่มีฤทธิ์ในการทำลายเชื้อราผสมอยู่ด้วย

5.ไม่ควรเลี้ยงสัตว์เลี้ยงในบ้าน

6.ใช้ผ้าปิดจมูกและปากทุกครั้ง เมื่อจำเป็นต้องทำความสะอาดบ้านด้วยตนเอง

7.หลีกเลี่ยงการใช้พรมในบ้าน พรมเป็นบ้านหลังใหญ่ที่ตัวไรและเชื้อราจะมาอาศัยอยู่เป็น
จำนวนมาก

8.ซักปลอกหมอนและผ้าปูที่นอนของท่านบ่อยๆ ในน้ำร้อน

9.ทำห้องนอนของท่านให้เป็นเขตปลอดสารก่อภูมิแพ้

10.การดูแลรักษาสุขภาพและการออกกำลังกายเป็นประจำ

    วันพฤหัสบดีที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2554

    โรคภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic cezema)


    โรคภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic cezema)เป็นโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรัง เป็นๆ หายๆ เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรมร่วมกับปัจจัยแวดล้อมภายนอกที่ระคายเคืองต่อผิวหนัง อุบัติการของโรคภูมิแพ้ผิวหนัง พบประมาณร้อยละ 4.3 ของผู้ป่วยเด็กที่มารับการตรวจที่ โรงพยาบาล เป็นโรคที่เกิดกับเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ การเกิดโรคในแต่ละประเทศแตกต่างกัน ไปบ้างตามเชื้อชาติ และสภาพแวดล้อม 
    โรคภูมิแพ้ผิวหนัง(Atopic cezema)


    ผู้ป่วยโรคภูมิผิวหนัง มีอาการและอาการแสดงแตกต่างกันไปตามอายุ ความรุนแรง ของโรคในผู้ป่วยแต่ละคนก็แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับความผิดปกติทางพันธุกรรมที่ได้รับ การถ่ายทอดมา ว่ามีความผิดปกติมากหรือน้อย และยังขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมรอบตัวของ ผู้ป่วยด้วย ลักษณะอาการของโรค คือ
    1. คันตามผิวหนังมาก ทั้งๆ ที่ผิวหนังไม่มีผื่นอะไร อาการคันมักเป็นมากในเวลา กลางคืน จนรบกวนการนอนของผู้ป่วยและคนใกล้เคียง
    2. เป็นผื่นหรือตุ่มใสเล็กๆ เหมือนมีน้ำอยู่ในภายใน หรือเป็นปื้นหนาเห็นร่องของ ผิวหนังชัดเจนหรืออาจเป็นขุยลอกเป็นหย่อมๆ
    3. การกระจายของผื่นมักจะอยู่ในตำแหน่งที่จำเพาะ เช่น บริเวณข้อพับต่างๆ ของ ร่างกาย, แก้ม, ด้านนอกของแขน
    4. อาการดังกล่าวจะเป็นๆ หายๆ เรื้อรัง และกำเริบเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของ สภาพแวดล้อมรอบตัวผู้ป่วย เช่น อุณหภูมิเปลี่ยนแปลง, อากาศหนาวเย็น, แห้งหรือร้อน
    5. มีประวัติการเจ็บป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ชนิดอื่นๆ เช่น โรคภูมิแพ้เยื่อบุจมูก หอบ หืด ของคนในครอบครัวหรือตัวผู้ป่วยเอง

    นอกจากนี้ผู้ป่วยอาจมีลักษณะบางอย่างที่ชวนให้สงสัยว่าเป็นโรคภูมิแพ้ผิวหนัง ลักษณะเหล่านี้ได้แก่ ขอบรอบตาสีเข้มขึ้น, ขอบตาล่างเป็นกระเปาะ, ริมฝีปากบนอักเสบ แดงเป็นขุย หรือมุมปากอักเสบเป็นๆ หายๆ

    1. ระยะที่เกิดการอักเสบของผิวหนัง เป็นระยะที่ผิวหนังของผู้ป่วยทนต่อสภาพแวดล้อมไม่ได้แล้ว จึงเกิดอาการอักเสบบวม แดงเป็นขุย หรือมีน้ำเหลืองเยิ้ม ร่วมกับการมีอาการคันมาก การแกะเกาของผู้ป่วย เป็น ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผิวหนังอักเสบเพิ่มมากขึ้น ต้องรีบไปพบแพทย์เพื่อพิจารณาให้ยาฆ่าเชื้อ แบคทีเรียโดยเร็ว ยาแก้คันและยาลดไข้แก้ปวดจะช่วยลดอาการคัน และอาการไข้ของ ผู้ป่วย ผิวหนังที่มีน้ำเหลืองเยิ้มต้องใช้น้ำเกลือเช็ดล้างน้ำเหลืองออกบ่อยๆ เพื่อช่วยลด อาการระคายเคืองต่อผิวหนัง การติดเชื้อแบคทีเรียจะถูกกำจัดไปด้วยาปฏิชีวนะภายใน 5-7 วัน

    เนื่องจากผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ผิวหนัง มักมีอาการผิวหนังอักเสบ เป็นๆ หายๆ ผู้ป่วย จำเป็นต้องใช้ยาแก้คันกลุ่มยาต้านฮีสตามีน และยาทากลุ่มสเตียรอยด์เป็นระยะเวลานาน ดังนั้นทั้งผู้ป่วยและผู้อยู่ใกล้ชิดควรหาความรู้เรื่องยาต้านฮีสตามีน และยาทากลุ่มสเตีย- รอยด์ โดยสามารถสอบถามจากแพทย์ดูแลรักษา หรือหาซื้อหนังสืออ่านเพิ่มเติม ในที่นี้ จะกล่าวถึงยา 2 กลุ่มนี้พอสังเขป 
    โรคภูมิแพ้ผิวหนัง(Atopic cezema)


    ยาต้านฮีสตามีน เป็นยาสามัญประจำบ้านชนิดหนึ่งมีฤทธิ์ แก้แพ้ แก้คัน และลด น้ำมูก เนื่องจากฤทธิ์ของยากว้างขวางมาก จึงมีการนำยานี้มาใช้รักษาโรคหลายชนิด เช่น โรคไข้หวัด โรคลมพิษ โรคภูมิแพ้เยื่อบุจมูก และโรคภูมิแพ้ผิวหนัง
    1. ยาต้านฮีสตามีนที่มีผลข้างเคียงง่วงซึมมาก
    ยากลุ่มนี้มีใช้ในวงการแพทย์มานาน ฤทธิ์ของยาเหมือนกัน คือ ลดน้ำมูก แก้คัน แก้แพ้ ผลข้างเคียงเรื่องง่วงซึมพบได้บ่อย แต่มิได้เกิดกับผู้ป่วยทุกราย ฤทธิ์ในการลดน้ำ มูกและแก้คันดีมาก ราคาถูก ผลข้างเคียงที่รุนแรงอื่นพบน้อย ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ผิวหนังควร ใช้ยาชนิดนี้ระงับอาการคันก่อน ถ้าพบมีอาการง่วงซึมมาก ให้เปลี่ยนไปใช้ยาต้านฮีสตา- มีนในกลุ่มที่มีผลข้างเคียงง่วงซึมน้อย

    2. ยาต้านฮีสตามีนที่มีผลข้างเคียงง่วงซึมน้อย ยาต้านฮีสตามีนกลุ่มนี้ ได้รับการ พัฒนาขึ้นใหม่เพื่อให้มีผลข้างเคียงง่วงน้อยลง ฤทธิ์ของยากลุ่มนี้ในการลดน้ำมูก แก้คัน ใกล้เคียงกับยากลุ่มแรก ผลข้างเคียงเรื่องง่วงซึมพบน้อย แต่ยังพบได้ในผู้ป่วยบางราย ข้อจำกัดของยากลุ่มนี้ คือ ราคาสูงกว่ากลุ่มแรก 20-30 เท่า ด้วยเหตุนี้จึงควรลองใช้ยาใน กลุ่มแรกก่อน ถ้ามีผลข้างเคียงจึงเปลี่ยนมาใช้ยากลุ่มหลัง ยากลุ่มนี้มีหลายตัว อาทิ astemzole, terfenadine และ loratadine ขนาดของยาแต่ละชนิดแตกต่างกัน ผู้ป่วยควร ปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลว่าน่าจะใช้ยาชนิดใดในขนาดเท่าใด.....

    ที่มา:

    วันเสาร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2554

    โรคภูมิแพ้คืออะไร


    โรคภูมิแพ้ หรือโรคแพ้ (Allergy) หมายถึง โรคที่เกิดขึ้นกับผู้ที่มีอาการไวผิดปกติต่อสิ่งซึ่งสามารถก่อให้เกิดภูมิ แพ้ ( Allergen ) ซึ่งธรรมชาติสารเหล่านี้อาจไม่ก่อให้เกิดภูมิแพ้กับคนปกติทั่วไป


    โรคภูมิแพ้เกิดได้ทุกเพศทุกวัย เด็กอายุ 5 ถึง 15 ปี มักพบว่าเป็นบ่อยกว่าช่วงอายุอื่น ๆ เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่โรคแสดงออกหลังจากได้รับ “สิ่งกระตุ้น” มานานเพียงพอ อย่างไรก็บางคนอาจเริ่มเป็นโรคภูมิแพ้ตอนเป็นผู้ใหญ่แล้วก็ได้

    โรคภูมิแพ้นั้นมิใช่โรคติดต่อ แต่สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรม จากรุ่นคุณปู่คุณย่า คุณตาคุณยาย คุณพ่อคุณแม่ มาสู่ลูกหลานได้ อาจพบว่าในครอบครัวนั้นมีสมาชิกป่วยเป็นโรคภูมิแพ้หลายคน

    ตัวการที่ทำให้เกิดอาการแพ้ เรียกกว่า สารก่อภูมิแพ้ (Allergens) หรือ สิ่งกระตุ้น ซึ่งอาจเข้าสู่ร่างกายทางระบบหายใจ การรับประทานอาหาร การสัมผัสทางผิวหนัง ทางตา ทางหู ทางจมูก หรือโดยการฉีดหรือถูกกัดต่อยผ่านผิวหนัง ตัวการที่ทำให้เกิดโรคภูมิแพ้มีอยู่รอบตัว สามารถกระตุ้นอวัยวะต่าง ๆ จนก่อให้เกิดอาการแพ้ได้
     
    Design by Free WordPress Themes | Bloggerized by Lasantha - Premium Blogger Themes | cheap international calls